ฝนหลงฤดูกับใจที่หลงทาง
โดย……… ชยันต์
เอมองดูหยาด ฝนเม็ดโตที่ตกกระทบหลังคาแล้วแตกกระเซ็นเป็นละอองสะท้อน แสงไฟด้วยดวงต เหงาๆ…เหงาใจ มันเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็ตอนที่อยู่คนเดียวเช่นนี้เสมอ
ก็ตอนที่อยู่คนเดียวเช่นนี้เสมอ ลมฝนสาดกระเซ็นมาที่ระเบียงหนาเม็ดขึ้น…
เอนึกทบทวนเรื่องราวของ แขกที่ผ่านมา น้ำตาค่อยๆไหลรินลงอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ความห่างเหินและท่าทีของแขก ทำให้หัวใจของเอแทบแตกสลายยับเยิน ภาพ ความหวานยังตราตรึงในความรู้สึก เหมือนเหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้น
“คุณเป็นอะไรนะเอ กลับมา บ้านไม่เห็นพูดจาอะไร รู้มั้ย คุณทำให้ผมคิดมาก” แขกพูดเหมือนห่วงใย แต่เอรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เอจึงเงียบ อยากอธิบายให้แขกรู้เหมือนกัน แต่คงไร้ประโยชน์
“โอ๊ยเอาแต่เงียบอยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะรู้เรื่อง…”
แขกบ่นอย่างอารมณ์เสีย แล้วลูกไปที่หน้าต่างยืนหันหลังให้
“ก็ได้ เอจะพูด” เคขึ้นหลังจากเงียบกับการตัดสินใจ อย่างน้อยเอก็ควรจะเปิดเผยให้รู้ว่า เอต้องการสิ่งใดจากแขก
“เอ้า..พูดมาเลย”
“เอยอมรับว่าเยขี้น้อยใจ สิ่งที่เอได้รับจากแขกไม่ใช่คู่นอนกันเท่านั้น แต่เอต้องการความรักปะปนอยู่ด้วย”
เอหยุดพูดหลังจากที่ได้ระบายออกมานิดหน่อย….ถอนใจยาว มองหน้าแขกที่ยืนฟังนิ่ง แล้วพูดต่อ
“เอต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ความเอื้ออาทร แต่แขกไม่มีในสิ่งเหล่านี้กับเอเลย กลับไปมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง”
“นี่พูดเรื่องอะไร ผู้หญิงที่ไหน”
แขกโพล่งขึ้นมาบ้าง หลังจากเป็นฝ่ายรับฟังอยู่นาน
“เอเห็นมากับตา ไม่ต้องให้บอกหรอกว่าที่ไหน”
“บ้าที่สุด ผู้หญิงพวกนั้นผมไม่เคยจริงจังด้วยหรอก แต่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น คุณคิดมากไปเอง”
“แต่เอไม่ชอบ…ไม่ชอบให้แขกทำอย่างนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็เลิกกันซะดีมั้ย”
คำพูดที่ไม่แยแสของแขก มันทำลายความรู้สึกของเออย่างยับเยิน แขกไม่เข้าใจความรู้สึกที่เปราะบางของเอ ซ้ำยังมองข้ามไปเสียอีก แล้วแขกก็จากไปจริงๆ…จนกระทั่งเขาโทรศัพท์มาหา แต่แขกก็ยังเป็นแขกที่ยังใช้อารมณ์อยู่เช่นเดิม
ภาพเหล่านั้นค่อยๆ เลือนไปจากความคิดของเอ เมื่อฝนเริ่มซาเม็ดลง แต่ยังคงตกประปรายเป็นละอองอยู่ “ฝนหลงฤดู” มักตกยาวนานเช่นนี้เสมอ
เอไม่ยอมจมอยู่กับความเหงาให้นานเกินไปนัก ผลุนผลันลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า…คนง่ายๆ อย่างเอใช้เวลาไม่นานมากนัก ครู่ใหญ่ก็ผลักประตูออกจากบ้าน ด้วยชุดเสื้อยืดหลวม ๆ ยืนตัวเก่งกับรองเท้าคู่เก่า เดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางละอองฝนที่โปรยลงมาบางๆ
“คุณถ้าจะมีอดีตใช่ไหมครับ”
เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆ เขาเดินเคียงคู่มากับเอเมื่อไหร่ไม่รู้…
ดวงตาขี้เล่นของเอยิ้ม เอว่าจะไม่สนใจเขาอยู่แล้ว แต่มีอะไรบางอย่างในดวงตาของเขา ทำให้เอต้องยิ้มรับกับไมตรีของหนุ่มแปลกหน้าที่หยิบยื่นให้
“คงใช่มั้งฮะ”
“นึกแล้วไม่ผิด เห็นหน้าเศร้าๆ”
เขากล่าวไปเรื่อยๆ พร้อมเดินเคียงข้าง
“คุณนี่ช่างสังเกตนะฮะ แล้วคุณล่ะ”
“เหมือนกัน ความเหงาทำให้ผมอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องเดินออกมาตากฝน
เหมือนคนบ้า เพื่อหาเพื่อนสักคนหนึ่ง”
“เพื่อน…” เอทวนคำเบาๆ คำพูดของเขาเหมือนกับจะมาเป็นเพื่อนยังงั้นแหละ เอยิ้มให้เขา เกิดความรู้สึกที่ดีต่อเขาขึ้นมา….เขามีอะไรบางอย่างคล้ายแขก ดวงตาที่มองมานั้นอ่อนโยนเหมือนกับคนใกล้ชิด “แต่ว่าเขาจะเจ้าอารมณ์
เหมือนแขกมั้ยหนอ!!”
“ใช่เพื่อน คุณอย่าบอกนะว่า คุณไม่เคยมีเพื่อน”
ชายผู้นั้นดักคอ….เอยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
เอเหมือนรู้สึกคุ้นเหมือนได้คุยกับเพื่อนเก่าที่จากกันไปนานมากกว่าจะคิดว่ากำลังคุยอยู่กับคนแปลกหน้า…แต่หัวใจเริ่มแปลบขึ้นมาอีกเมื่อนึกถึงคำว่าเพื่อน…เพื่อน
“ใช่ฮะ เอเคยมี แต่เป็นเพียงอดีตเท่านั้น”
“ผมเองก็เหมือนกัน จึงค้นหาเพื่อนเพื่อปัจจุบัน”
เขาหัวเราะเบาๆ แต่เอฟังแล้วมันแต่งด้วยความขื่นชอบกล
“คุณชื่ออะไรอะ เอยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
“ต้นครับ..ดินที่เหี่ยวเฉา ไร้ทั้งดอกทั้งใบ กับรากที่เหี่ยวเฉารอวันโค่นล้ม”
ฟังคล้ายเขาพูดเล่น แต่เอรู้ว่าไม่ใช่เช่นนั้น น้ำเสียงเขาเศร้านัก เอไม่มีคำปลอบคุณนะ เอปลอบใครไม่เป็น
“ถ้าพูดจากใจจริง ก็เป็นคำพูดที่ซึ้งที่สุด”
เขายิ้มอีก พลางล้วงสิ่งหนึ่งยื่นให้ มันเป็นการ์ดนามบัตรใบเล็กๆ
“ยามใดที่ต้องการเพื่อนผมยินดีพร้อมเสมอ เพราะคิดว่าคุณเป็นเพื่อนผมแล้ว แม้ยามนี้คุณยังไม่ต้องการก็ตาม”
“ขอบคุณฮะ” เอตอบไม่ได้มากไปกว่านี้ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตื่นเต้นยินดีหรือไม่ กับคำว่าเพื่อนใหม่ เพราะหัวใจยังเจ็บแปลบอยู่กับเพื่อนเก่าอีกคนที่จากไป
เขาเหลือบมองดูเอนิดหน่อย สองเท้ายังคงก้าวไปเรื่อยๆ มีเสีย ถอนใจยาวดังออกมาในความมืด สลัวของแสงไฟที่ริบหรี่ริมทาง
“ผมต้องขอแยกกับคุณตรงนี้ บ้านผมอยู่ในซอยนี้เอง”
“ขอบคุณฮะที่เป็นเพื่อนคุย…. โชคดีฮะ”
“ครับ โชคดีเช่นกัน”
เขาพาร่างสูงโปร่งแยกเข้า ซอยเล็กๆ หลังจากที่โบกมือให้ เอยืนมองสังเกตดูสถานที่เพื่อการจดจำ แล้วก้าวเดินต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย นี่ถ้ามีเพื่อนสักคนเดินร่วมเคียงข้างอยู่ด้วยเช่นเขา เหมือนเมื่อครู่นี้ ความเหงาก็คงโบยบินไปจากใจ…. “เพื่อน” เอเริ่มนึกถึงคำนี้อีกแล้ว
ฝนเริ่มตั้งเค้า….ตั้งแต่เช้ามานี่ เอยังไม่เห็นแสงแดดเลย เอคิดถึงคนที่ชื่อต้นตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้จึงต้องลุกออกจากบ้าน เดินเบี่ยงตัวอาศัยชายคาร้านขายของเพื่อหลบฝนที่โปรยลงมา ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมถึงต้องไปพบเขาในเมื่อฝนตกลงมาอย่างนี้
ผู้คนเดินสวนทางไปมาไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะฝนเป็นเหตุก็ได้ เอหลบเข้าร้านอาหารห้อง แอร์ปิดกระจกทึบหน้าซอยเล็กๆ ที่แยกจากเขาเมื่อคืน สั่งอาหารกับเครื่องดื่มมา สายตามองฝ่าฝ้าไอน้ำ ที่จับกระจกหน้าต่างร้านแห่งนี้ออกไปด้วยความหวังว่าจะได้พบกับเขา….. “ต้น”…เพื่อน…
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในสายตากำลังข้ามถนนมา ทำให้หัวใจของเอเต้นแรง เอกระพริบตาถี่ๆ เหมือนจะมองให้แน่ใจว่าไม่ผิดแน่ ต้นจริงๆด้วย แม้ว่าภายนอกจะ สลัวแต่เอก็จำร่างเขาไม่ผิด เขาข้ามฝั่งตรงมาที่หน้าร้าน แล้วผลักบานประตูเข้ามา เอคิดจะทักเขา แต่ความรู้สึกต้องหยุดชะงักสะดุดลง เมื่อบริกรหนุ่มวัยรุ่นหน้าสวยปราด เข้าไปต้อนรับ ทั้งฉุดแขนเขาอย่างสนิทสนมทันทีที่เห็น แล้วพาไปนั่งโต๊ะห่างๆ จากที่เอนั่ง
เอมองภาพนั้นด้วยใจที่สั่นหวิว เขามองมาที่เอเหมือนกัน เขาคงจำไม่ได้ เพราะแววตาเขาดูว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกเหมือนเห็นคนแปลกหน้า มันบาดใจจนน้ำตาแทบไหลริน เอรีบขอกระดาษปากกาจากบริกรมาจดข้อความอย่างหนึ่ง และสั่งเช็คบิล เมื่อเรียบร้อยจึงยื่นกระดาษจดข้อความเอาไปให้ต้น แล้วลุกออกจากร้านอย่างรวดเร็ว
“พี่ฮะ คนนั้นให้เอามาให้”
ต้นรับกระดาษแผ่นนั้นมาอย่างงง มองตามหลังผู้ที่เปิดประตูร้านออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วหันกลับไปมองโต๊ะที่เอนั่งอยู่เมื่อครู่ เห็นแต่ความว่างเปล่า จึงยกกระดาษ แผ่นนั้นขึ้นอ่านใจความ
“ความเหงามาเยือน
อยากมีเพื่อนสักคน
ความเหงาก็คือความเหงา
เศร้านะ…กับคำว่าเพื่อน….”
“เอ เดี๋ยวพี่มา”
เขาลุกพรวดพราดบอกพนักงานเสิร์ฟ ผลักประตูวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
ละอองฝนโปรยมาบางๆ …..เอเริ่มน้ำตาไหลรินขึ้นมาเมื่อนึกถึงคำว่าเพื่อน ที่หาไม่ค่อยจะเจอ…เท้าที่ก้าวเดินหยุดชะงักลง เมื่อมีร่างสูง ๆ วิ่งมาหยุดยืนดักหน้า
เอเงยหน้าขึ้นมอง…เขาส่งยิ้มให้ ดวงตาเขาไม่ว่างเปล่าเหมือนตอนที่อยู่ในร้าน เขาจำเอได้แล้ว…เอยิ้มรับทั้งน้ำตา เขากับเอยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักลงมาทุกขณะ ตกลงมามากๆเถอะฝน มันจะได้ช่วยชำระล้างคราบน้ำตาให้หมดไปเสียที
ฝนหลงฤดู… “แต่ใจเอไม่หลงทางอีกเป็นครั้งที่สอง”เอบอกกับตัวเองด้วยความมั่นใจ (จบ….)



